คัดลอกมาจาก Epinephrine/ http://www.pantown.com/board.php?id=33721&area=3&name=board32&topic=25&action=view

 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) เป็นหลัก ซึ่ง US FDA แบ่งยาออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

A เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับใช้ในหญิงมีครรภ์ มีการศึกษาที่ยืนยันว่าไม่ทำให้เกิดความผิดปรกติของทารกในครรภ์ทั้งคนและสัตว์ทดลองอย่างชัดเจน
B เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งมีการศึกษาในสัตว์แล้วว่าไม่มีผลที่จะทำให้เกิดความผิดปรกติ แต่ในคนนั้นอาจจะยังมีการศึกษาไม่มากพอ แต่ก็ไม่มีรายงานความผิดปรกติที่เกิด
C กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กว้างที่สุด มีความหลากหลายมากที่สุดครับ คือยาที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มอื่นๆ
D เป็นยาที่มีข้อมูลว่ามีผลทำให้เกิดความผิดปรกติของทารกในครรภ์ได้ แต่อาจจะต้องใช้ ถ้ามีความจำเป็นและให้ผลคุ้มค่า
X เป็นยาที่มีการศึกษาชัดเจนว่ามีผลกับทารก และห้ามใช้ยกเว้นกรณีช่วยชีวิตแม่ หรือมีการประเมินแล้วว่ามีผลได้มากกว่า

ไตรมาสที่ 1 ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มพัฒนาการจาก 1 เซลล์ ถ้าหากยามีผลตรงนี้ จะเป็นผลในลักษณะที่เรียกว่า All or none Effect คือถ้าไม่แท้งก็จะเป็นปรกติดี

ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นช่วงที่พัฒนาการของอวัยวะต่างๆ กำลังเกิดขึ้น ดังนั้น ยาที่มีผลกับเด็กในช่วงนี้จะทำให้การสร้างอวัยวะเกิดความผิดปรกติ เช่นอาการปากแหว่งเพดานโหว่ นิ้วกุด หรืออะไรก็ตาม มักจะเกิดช่วงนี้

นอกจากการแบ่งตาม US FDA แล้ว ยังมีการแบ่งตาม Australian Drug Evaluation Committee’s (ADEC) ด้วย ซึ่งความเข้มงวดในการแบ่งนั้นจะต่างกัน แต่ของ ADEC จะแบ่งออกเป็น A, B (B1, B2, B3), C, D

ยาบางกลุ่มถ้าอยู่ใน ADEC กลุ่ม A กลับอยู่ใน US FDA กลุ่ม B เพราะว่าทาง US FDA ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องหลักฐานการศึกษาวิจัยมากกว่า

แต่ในไทยนั้น เรายึดตาม US FDA เป็นหลักครับ

ยาในกลุ่ม A นั้น แม้จะจัดว่ามีความปลอดภัยสูง แต่หากจะจัดตาม US FDA แล้วหาได้ยากยิ่งครับ ดังนั้นยาส่วนใหญ่ที่เราใช้นั้น จัดอยู่ในกลุ่ม B และ C ครับ

คำถามที่ตามมาคือ อ้าว ในเมื่อบอกว่าควรใช้เฉพาะ A และ B ทำไมถึงให้ C ด้วยหละ

คำตอบคือว่า กลุ่ม C แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนหรือไม่มีการศึกษาในมนุษย์ว่าปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้มีรายงานอันตรายใดๆ หรือบางตัวก็อยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลอยู่ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีรายงานเลย

ทำให้ยากลุ่ม C เป็นทางเลือกอีกทางนึง หากยาที่ต้องการรักษานั้น ไม่มีอยู่ในกลุ่ม B
ยากลุ่ม A ที่พบกันทั่วๆ ไปและใช้กันเป็นปรกติ หากจัดตาม US FDA แบบเข้มงวดมไม่กี่ตัวที่ผมหาเจอครับ สองตัวที่เราใช้กันมากๆ ก็คือ
Eltroxin (Levothyroxine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในคนที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำ กับ Vitamin ทั่วไป ในขนาดปรกติเท่านั้นครับ

ส่วน Dimenhydrinate ที่ผมเคยตอบว่าอยู่กลุ่ม A นั้น เป็นการจัดตาม ADEC ครับ เนื่องจากทาง US FDA ไม่ได้ใช้ยาตัวนี้

แต่หากจัดตาม ADEC ยากลุ่ม A จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลเชียวหละครับ ซึ่งจะไม่เอามาพูดตรงนี้ ^^

สำหรับวิตามินนั้นบางตัวหากอยู่ในขนาดสูงๆ ก็จะเปลี่ยนมาอยู่กลุ่ม C แทน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอันตรายนะครับ

เพราะว่าอะไรเอ่ย????

ยังจำได้ใช่ไหมครับว่ากลุ่ม C นั้น คือยังไม่มีการรายงานความปลอดภัยที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีรายงานอันตราย ดังนั้นวิตามินซึ่งมีความปลอดภัยสูงอยู่แล้วและพบได้ในอาหารตามปรกติ จึงค่อนนข้างปลอดภัยครับ และสามารถให้ได้อย่างสบายใจ

ยกเว้น

Vitamin A นะครับ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม X
แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้เด็ดขาดนะครับ เพียงแต่ไม่ต้องใช้เสริมแค่นั้นเอง
จากที่บอกไปแล้วว่ายาในกลุ่ม A นั้น หายากยิ่งนัก

ดังนั้น กลุ่ม B จึงเป็นยากลุ่มหลักที่แพทย์มักจะใช้ในหญิงมีครรภ์ ซึ่งเราพบกันได้ทั่วไปครับ

เนื่องจากยาในกลุ่ม B นั้น มีรายงานความปลอดภัยที่ค่อนข้างชัดเจน ก็เลยสามารถใช้ได้อย่างสบายใจ

 

หากจะแบ่งยาตามกลุ่มนั้นก็จะได้แก่

ยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดเป็นยาตัวหนึ่งที่หญิงมีครรภ์มีความจำเป็นต้องใช้ และคิดว่าจำเป็นมากกกกก เพราะเกือบทุกคนต้องมีปวดเมื่อยแน่ๆ เรามาดูกันดีกว่าครับ ยาแก้ปวดที่จัดอยู่ในกลุ่ม B มีอะไรบ้าง

– Paracetamol นับเป็นยาแก้ปวดหลักที่ใช้ในหญิงมีครรภ์ มีความปลอดภัยสูงและใช้ได้ในทุกไตรมาสอย่างสบายใจครับ

– ยาแก้ปวดในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflamatory Drugs – NSAIDs) นั้น แม้ว่าเราจะเชื่อว่ามีปัญหาขณะตั้งครรภ์ แต่จากรายงานความปลอดภัยนั้น พบว่าในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสอง ยาในกลุ่มนี้มีผลดีในการลดอาการปวดของหญิงมีครรภ์ และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ยาที่พบว่ามีการใช้บ่อยๆ ในกลุ่มนี้เช่น Ibuprofen (ชื่อการค้า Ibugan, Nurofen, Brufen และชื่อการค้าในประเทศอีกหลายชื่อ –‘), Naproxen (Synflex, Naprosyn), Tenoxicam (Tilcotil), Diclofenac (Voltaren), Mefenamic Acid (Ponstan)

– ยาแก้ปวดในกลุ่มที่มีความเจาะจงต่อตัวรับ COX-2 ซึ่งก็คือยาแก้ปวดกลุ่มใหม่ๆ ที่มักจะบอกว่าไม่กัดกระเพราะ ยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม B ทุกตัวนะครับมีเพียงบางตัวที่หลักฐานยืนยันมากพอ และเช่นกัน NSAIDs ก็คือยาจะให้ผลดีในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เท่านั้นและห้ามใช้ในไตรมาสที่ 3 แต่ไม่ต้องกังวลนะครับการที่แพทย์จะจ่าย ก็จะดูว่ามีความเหมาะสมอยู่แล้ว และยังมีเภสัชกรช่วยป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดด้วยอีกขั้นหนึ่ง ดังนั้นจึงขอให้ใช้ยาอย่างสบายใจ ยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ที่พอจะจัดอยู่ในกลุ่ม B ก็คือ Celecoxib (Celebrex) เพียงตัวเดียวครับ เพราะมีการใช้ที่นานพอจนมีหลักฐานชัดเจน

สำหรับยาแก้ปวดกลุ่มอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่จะจัดในกลุ่ม C และ D ดังนั้น สำหรับกลุ่ม C นั้นมีเยอะครับ จะพูดอีกรอบหนึ่งตอนถึงกลุ่ม C แต่ถ้าหากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยานอกเหนือจากนี้ก็ไม่ควรใช้ยกเว้นกรณีที่แพทย์และเภสัชกรลงความเห็นแล้วว่าสมควรใช้เท่านั้นครับ

แต่ในกรณีทั่วไป หากปวดเมื่อยนิดหน่อย ก็นวดๆ ตัว หรือไม่ก็ใช้ยานวดจะดีกว่าครับ เพราะว่ามีความปลอดภัยสูงกว่ายากินมา

ยานวดที่ผมมักแนะนำให้ใช้ในหญิงมีครรภ์ (ย้ำ ผมแนะนำ นะครับ ไม่สามารถหาแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนได้) ก็เช่น Balm แก้ปวดเมื่อยทั่วไป ยานวดที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น พริก ไพล ซึ่งดูจากหลักฐานอื่นๆ แล้วน่าจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงทีเดียว

ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือที่ชอบเรียกกันว่า่ยาแก้อักเสบ เป็นยาอีกกลุ่มที่มีการใช้ในหญิงมีครรภ์บ่อยๆ และยาในกลุ่มนี้ก็สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยได้มาก เพราะมักจะเคยได้ยินกันว่ากินยาแล้วลูกฟันดำ หรือลูกกระดูกไม่ดี แต่จริงๆ แล้วยาฆ่าเชื้อมีหลายตัวและส่วนมากมีความปลอดภัยสูงครับ

สำหรับยาฆ่าเชื้อผมคงไม่เขียนเฉพาะกลุ่ม B แต่จะเล่ารวมๆ ทั้งหมดเลยครับ โดยแบ่งไปตามกลุ่มของยาและเน้นเฉพาะยากินนะครับ ^^

1. Penicillins
– ยาในกลุ่มนี้ เช่น Penicillin, Amoxicillin, Ampicillins รวมไปจนถึง Augmentin หรือ Salbactam ซึ่งเป็นยาสูตรผสมของ Amoxicillin ด้วย
– ในยาที่เป็นตัวเดี่ยวๆ ส่วนใหญ่แล้ว จะอยู่ในกลุ่ม B ครับ เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง และให้ได้ในคนส่วนใหญ่ มีผลการรักษาที่ดี
– สำหรับยาสูตรผสม เช่น Salbactam หรือ Augmentin ไม่มีการประเมินที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ให้ผลดีและไม่มีรายงานถึงอันตรายครับ จัดเป็นยาทางเลือกที่แพทย์ใช้ในคนที่รักษาด้วย Penicillins ตัวเดี่ยวๆ ไม่หาย

2. Cephalosporins ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด แต่มีบางตัวก็กินได้ ที่มักเจอเช่น Cephalexin, Cefaclor, Cefdinir จัดเป็นยาอีกกลุ่มที่ให้ผลในการรักษาดี และมีความปลอดภัยสูง เกือบทุกตัวจะอยู่ในกลุ่ม B ก็จัดเป็นยาทางเลือกอีกกลุ่มหนึ่งครับ แต่ด้วยความที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Penicillins บางครั้งจึงกลัวว่าจะเกิดการแพ้ได้ เลยไม่ได้ใช้เป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่แพ้ Penicillins

3. Macrolides เช่น Erythromycin, Roxithromycin, Azithromycin, Clarithromycin มักใช้เป็นยาทางเลือกกลุ่มแรกๆ ในกรณีที่แพ้ Penicillins แต่ตัวที่มีหลักฐานความปลอดภัยชัดเจนและอยู่ในกลุ่ม B มีเพียง Erhythromycin และ Azithromycin ส่วน Roxithromycin ไม่ได้ถูกใช้ในประเทศสหรัฐฯ จึงไม่มีการประเมินครับ

4. Quinolones เช่น Norfloxacin, Ofloxacin, Moxifloxacin เป็นยาที่มักใช้ในโรคทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ แต่บางตัวก็ใช้เป็นยาทางเลือกในโรคทางเดินหายใจและโรคติดเชื้ออื่นๆ ด้วย กลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ทั้งในหญิงมีครรภ์และเด็กเล็กครับ เนื่องจากหลักฐานความปลอดภัยน้อยและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ในกรณีจำเป็น ก็ใช้ได้ครับ แต่ต้องระวังการใช้ในไตรมาสแรก

5. Tetacycline ยากลุ่มนี้จะมีผลจับกับ Calcium และถูกดูดซึมไปพร้อมกัน ทำให้เด็กเกิดปัญหากระดูกและฟันได้ ที่ทำให้เกิดฟันดำ เป็นคราบเหลืองๆ อะไรประมาณนั้น จึงจัดเป็นข้อห้ามใช้ในทุกตัวครับ ยากลุ่มนี้ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline

6. ยากลุ่มอื่นๆ นอกเหลือจากนี้ จะมีการใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้นครับและส่วนใหญ่แพทย์จะไม่เลือกใช้แน่นอน ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ ไม่ต้องกังวลนะครับ

แต่วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ก็คือรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายแต่พอควร
ยาอีกกลุ่มที่มักจะใช้กันบ่อยๆ นอกจากยาแก้ปวดกับยาฆ่าเชื้อก็คงเป็น ยาแก้แพ้ครับ

ยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้เป็นยาที่จัดว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างมากเกือบทุกตัวครับ ดังนั้นการที่จะกินยาแก้แพ้จึงสามารถกินได้อย่างปลอดภัยและสบายใจครับ

ยาแก้แพ้ที่นิยมใช้ทั่วไปสำหรับลดอาการแพ้เช่น Chlorpheniramine maleate (CPM), Hydroxyxine, Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine (Telfast) ทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

ยาแก้แพ้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นได้แก่ Dimenhydrinate (Dramamine) ซึ่งเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียนตัวหนึ่ง ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยครับ

และเมื่อพูดถึงยาแก้คลื่นไส้อาเจียนก็คงต้องพูดถึงอีกสองตัวที่เหลือที่นิยมใช้

Metoclopamide เป็นยาที่ใช้แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนจากสารพิษ อาจจะใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

Domperidone แม้ว่วายาตัวนี้จะไม่ได้รับรองใน US FDA แต่ของ ADEC ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่ม B2 ครับ ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูงทีเดียว

ตัว Domperidone นี้ เราอาจจะพบได้อีกในการใช้ร่วมกับยารักษาโรคกระเพาะหรือยาแก้ท้องอืดด้วยครับ

 

พูดถึง Domperidone ก็ต้องต่อไปที่ระบบทางเดินอาหาร

แน่นอนว่าในหญิงมีครรภ์นั้น ระบทางเดินอาหารมักจะผิดปรกติกันบ่อยๆ แน่ใช่ไหมเอ่ย ^^

ยาระบาย
ยาระบายนั้น แบ่งออกได้หลายกลุ่ม ซึ่งยาระบายส่วนใหญ่นั้น มักจะมีความปลอดภัยในหญิงมีครรภ์

ยาระบายที่นิยมใช้และให้ความปลอดภัยสูงเช่น Bisacodyl (เม็ดสีเหลืองๆ ยอดฮิต นั่นแหละครับ), Docusate, Milk of Magnesia

สำหรับ Senokot ซึ่งเป็นมะขามแขก ยังไม่มีหลักฐานถึงความปลอดภัยที่ชัดเจนครับ

ยาแก้ท้องอืด
ยาแก้ท้องอืดมีหลายกลุ่มครับ และเช่นเดียวกัน ยากลุ่มนี้จัดว่ามีความปลอดภัยสูงเกือบทุกตัวครับ ตั้งแต่ Domperidone (Motilium-M), Simeticone (Disflatyl, Air-X) รวมถึงแบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหยและ Enzyme เช่นพวก Magesto, Gaszym, Combizym

แม้บางตัวจะจัดอยู่ในกลุ่ม C แต่ก็นับเป็นยาที่ดีซึ่งสามารถใช้เป็นครั้งคราวได้อย่างสบายใจครับ

ยารักษาโรคกระเพาะ
ยารักษาโรคกระเพาะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ครับ คือยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะ กับยาบรรเทาอาการ

ยาที่บรรเทาอาการเช่น พวก Antacil, Mag-77 รวมไปจนถึง Gastrobismol พวกนี้มักจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม C หรือไม่ก็ไม่ได้รับการประเมิน การใช้เป็นครั้งคราว จึงทำได้ครับ แต่ถ้าต้องใช้ต่อเนื่องกันทุกวัน ยากลุ่มนี้ก็ไม่แนะนำเช่นกันครับ

ยายับยั้งการหลั่งกรด
แ่บ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
H2 Antagonist เป็นยากลุ่มเก่าซึ่งมีผลในการลดการหลั่งกรดเพื่อรักษาโรคกระเพาะ ยากลุ่มนี้ให้ความปลอดภัยดีครับ จัดอยู่ในกลุ่ม B ทั้งหมด ได้แก่ยา Cimetidine, Famotidine และ Ranitidine

Proton-Pump Inhibitor
จัดเป็นยาที่ใหม่กว่า และตอนนี้นิยมใช้กันพอสมควรครับ ยากลุ่มนี้ก็จัดเป็นยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงมีครรภ์เช่นกัน แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่จะจัดอยู่ในกลุ่ม B นะครับ มีตัว Omeprazole (Losec, Miracid) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม C สำหรับตัวอื่นๆ เช่น Esomeprazole (Nexium), Lansoprazole (Prevacid) จัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

PTU ใช้ได้ครับ แม้ใน US FDA จะจัดในกลุ่ม D แต่ ADEC จัดอยู่ในกลุ่ม C และในทางปฏิบัติแล้ว ยาค่อนข้างปลอดภัยสำหรับเด็กครับ อย่างไรก็ตาม ให้อยู่ในการควบคุมของแพทย์ตลอดเวลานะครับ ^^

สำหรับยาทาและยาอมนั้น สามารถใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัยครับ แต่ยาทากลุ่ม vitamin a acid เลี่ยงได้ก็ดี แม้จะไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงในเด็กก็ตาม