A topnotch WordPress.com site

ท้องไตรมาสไหน ต้องกินอะไร?

ไตรมาสที่ 1  (ช่วงเดือนที่ 1-3)

ในช่วง 3 เดือนแรก คุณแม่ไม่ควรทานอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพราะระยะนี้ทารกเพิ่งจะเริ่มมีลักษณะเป็นตัว มีขนาดเล็กนิดเดียว คุณแม่ควรเพิ่มสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีนจากเนื้อสัตว์ วิตามิน เกลือแร่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดโฟลิกที่ได้จากผักใบเขียว  เพราะโฟลิกเป็นสารอาหารจำเป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท ช่วยป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลัง คุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทางสมองมากกว่าปกติ แต่หากคุณแม่ที่เคยคลอดลูก แล้วลูกมีความพิการทางสมอง เช่น ไม่มีกะโหลกศีรษะ เมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปหากให้รับประทานโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนครบ 3 เดือน จะสามารถป้องกันความพิการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ

ไตรมาสที่ 2  (ช่วงเดือนที่ 4-6)

ระยะนี้ทารกเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยจะขยายขนาดขึ้น มีเล็บ มีผม มีขนคิ้ว ส่วนสมองก็เป็นช่วงที่มีพัฒนาการมากขึ้น ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ คุณแม่จึงต้องการอาหารมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น คุณแม่ควรทานผักและผลไม้เพื่อเพิ่มเส้นใยอาหาร เพราะในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในร่างกายของคุณแม่เพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณท้องหย่อนลง ทำให้ท้องผูกได้ เมื่อลูกน้อยในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ ร่างกายจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก โดยเฉพาะธาตุเหล็กร่างกายคุณแม่ต้องการเลือดมากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ นอกจากนี้คุณแม่ควรได้รับวิตามินซีควบคู่กันไป เพราะวิตามินซีมีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี ฝรั่ง

ไตรมาสที่ 3   (ช่วงเดือนที่ 7-9)

ตอนนี้ท้องคุณแม่ใหญ่จนอุ้ยอ้ายแล้วค่ะ เนื่องจากขนาดของลูกน้อยที่โตจนภายในช่องท้องของคุณแม่คับแคบ คุณแม่จึงไม่สามารถทานอาหารเพิ่มได้ครั้งละมากๆ จึงควรเพิ่มมื้ออาหาร จากมื้อหลัก 3 มื้อ ควรเพิ่มเป็น 4-5 มื้อ เคี้ยวให้ละเอียด และรับประทานให้ช้า คุณแม่อาจจะมีอาหารว่างพกติดตัวไว้เสมอ เช่น กล้วย ส้ม ขนมปังกรอบ ถั่วอบแห้ง นอกจากนี้คุณแม่จะต้องกินเพื่อสำรองสารอาหารไว้เพื่อช่วยสร้างน้ำนมด้วย โดยเฉพาะแคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นสารอาหารที่ช่วยพัฒนาการของกระดูกและฟันให้กับลูกน้อย และยังมีส่วนช่วยลดการเกิดตะคริวให้คุณแม่  โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด กระดูกและฟันจะถูกสร้างมากที่สุด คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงมากขึ้นกว่าเดิม โดยรับประทานวันละ 1,200 มิลลิกรัม

 

 

http://www.enfababy.com/ess_detail.php?id=548

 

 

 

ยาในหญิงตั้งครรภ์

คัดลอกมาจาก Epinephrine/ http://www.pantown.com/board.php?id=33721&area=3&name=board32&topic=25&action=view

 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) เป็นหลัก ซึ่ง US FDA แบ่งยาออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

A เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับใช้ในหญิงมีครรภ์ มีการศึกษาที่ยืนยันว่าไม่ทำให้เกิดความผิดปรกติของทารกในครรภ์ทั้งคนและสัตว์ทดลองอย่างชัดเจน
B เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งมีการศึกษาในสัตว์แล้วว่าไม่มีผลที่จะทำให้เกิดความผิดปรกติ แต่ในคนนั้นอาจจะยังมีการศึกษาไม่มากพอ แต่ก็ไม่มีรายงานความผิดปรกติที่เกิด
C กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กว้างที่สุด มีความหลากหลายมากที่สุดครับ คือยาที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มอื่นๆ
D เป็นยาที่มีข้อมูลว่ามีผลทำให้เกิดความผิดปรกติของทารกในครรภ์ได้ แต่อาจจะต้องใช้ ถ้ามีความจำเป็นและให้ผลคุ้มค่า
X เป็นยาที่มีการศึกษาชัดเจนว่ามีผลกับทารก และห้ามใช้ยกเว้นกรณีช่วยชีวิตแม่ หรือมีการประเมินแล้วว่ามีผลได้มากกว่า

ไตรมาสที่ 1 ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มพัฒนาการจาก 1 เซลล์ ถ้าหากยามีผลตรงนี้ จะเป็นผลในลักษณะที่เรียกว่า All or none Effect คือถ้าไม่แท้งก็จะเป็นปรกติดี

ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นช่วงที่พัฒนาการของอวัยวะต่างๆ กำลังเกิดขึ้น ดังนั้น ยาที่มีผลกับเด็กในช่วงนี้จะทำให้การสร้างอวัยวะเกิดความผิดปรกติ เช่นอาการปากแหว่งเพดานโหว่ นิ้วกุด หรืออะไรก็ตาม มักจะเกิดช่วงนี้

นอกจากการแบ่งตาม US FDA แล้ว ยังมีการแบ่งตาม Australian Drug Evaluation Committee’s (ADEC) ด้วย ซึ่งความเข้มงวดในการแบ่งนั้นจะต่างกัน แต่ของ ADEC จะแบ่งออกเป็น A, B (B1, B2, B3), C, D

ยาบางกลุ่มถ้าอยู่ใน ADEC กลุ่ม A กลับอยู่ใน US FDA กลุ่ม B เพราะว่าทาง US FDA ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องหลักฐานการศึกษาวิจัยมากกว่า

แต่ในไทยนั้น เรายึดตาม US FDA เป็นหลักครับ

ยาในกลุ่ม A นั้น แม้จะจัดว่ามีความปลอดภัยสูง แต่หากจะจัดตาม US FDA แล้วหาได้ยากยิ่งครับ ดังนั้นยาส่วนใหญ่ที่เราใช้นั้น จัดอยู่ในกลุ่ม B และ C ครับ

คำถามที่ตามมาคือ อ้าว ในเมื่อบอกว่าควรใช้เฉพาะ A และ B ทำไมถึงให้ C ด้วยหละ

คำตอบคือว่า กลุ่ม C แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนหรือไม่มีการศึกษาในมนุษย์ว่าปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้มีรายงานอันตรายใดๆ หรือบางตัวก็อยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลอยู่ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีรายงานเลย

ทำให้ยากลุ่ม C เป็นทางเลือกอีกทางนึง หากยาที่ต้องการรักษานั้น ไม่มีอยู่ในกลุ่ม B
ยากลุ่ม A ที่พบกันทั่วๆ ไปและใช้กันเป็นปรกติ หากจัดตาม US FDA แบบเข้มงวดมไม่กี่ตัวที่ผมหาเจอครับ สองตัวที่เราใช้กันมากๆ ก็คือ
Eltroxin (Levothyroxine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในคนที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำ กับ Vitamin ทั่วไป ในขนาดปรกติเท่านั้นครับ

ส่วน Dimenhydrinate ที่ผมเคยตอบว่าอยู่กลุ่ม A นั้น เป็นการจัดตาม ADEC ครับ เนื่องจากทาง US FDA ไม่ได้ใช้ยาตัวนี้

แต่หากจัดตาม ADEC ยากลุ่ม A จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลเชียวหละครับ ซึ่งจะไม่เอามาพูดตรงนี้ ^^

สำหรับวิตามินนั้นบางตัวหากอยู่ในขนาดสูงๆ ก็จะเปลี่ยนมาอยู่กลุ่ม C แทน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นอันตรายนะครับ

เพราะว่าอะไรเอ่ย????

ยังจำได้ใช่ไหมครับว่ากลุ่ม C นั้น คือยังไม่มีการรายงานความปลอดภัยที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีรายงานอันตราย ดังนั้นวิตามินซึ่งมีความปลอดภัยสูงอยู่แล้วและพบได้ในอาหารตามปรกติ จึงค่อนนข้างปลอดภัยครับ และสามารถให้ได้อย่างสบายใจ

ยกเว้น

Vitamin A นะครับ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม X
แต่ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้เด็ดขาดนะครับ เพียงแต่ไม่ต้องใช้เสริมแค่นั้นเอง
จากที่บอกไปแล้วว่ายาในกลุ่ม A นั้น หายากยิ่งนัก

ดังนั้น กลุ่ม B จึงเป็นยากลุ่มหลักที่แพทย์มักจะใช้ในหญิงมีครรภ์ ซึ่งเราพบกันได้ทั่วไปครับ

เนื่องจากยาในกลุ่ม B นั้น มีรายงานความปลอดภัยที่ค่อนข้างชัดเจน ก็เลยสามารถใช้ได้อย่างสบายใจ

 

หากจะแบ่งยาตามกลุ่มนั้นก็จะได้แก่

ยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดเป็นยาตัวหนึ่งที่หญิงมีครรภ์มีความจำเป็นต้องใช้ และคิดว่าจำเป็นมากกกกก เพราะเกือบทุกคนต้องมีปวดเมื่อยแน่ๆ เรามาดูกันดีกว่าครับ ยาแก้ปวดที่จัดอยู่ในกลุ่ม B มีอะไรบ้าง

– Paracetamol นับเป็นยาแก้ปวดหลักที่ใช้ในหญิงมีครรภ์ มีความปลอดภัยสูงและใช้ได้ในทุกไตรมาสอย่างสบายใจครับ

– ยาแก้ปวดในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflamatory Drugs – NSAIDs) นั้น แม้ว่าเราจะเชื่อว่ามีปัญหาขณะตั้งครรภ์ แต่จากรายงานความปลอดภัยนั้น พบว่าในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสอง ยาในกลุ่มนี้มีผลดีในการลดอาการปวดของหญิงมีครรภ์ และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ยาที่พบว่ามีการใช้บ่อยๆ ในกลุ่มนี้เช่น Ibuprofen (ชื่อการค้า Ibugan, Nurofen, Brufen และชื่อการค้าในประเทศอีกหลายชื่อ –‘), Naproxen (Synflex, Naprosyn), Tenoxicam (Tilcotil), Diclofenac (Voltaren), Mefenamic Acid (Ponstan)

– ยาแก้ปวดในกลุ่มที่มีความเจาะจงต่อตัวรับ COX-2 ซึ่งก็คือยาแก้ปวดกลุ่มใหม่ๆ ที่มักจะบอกว่าไม่กัดกระเพราะ ยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม B ทุกตัวนะครับมีเพียงบางตัวที่หลักฐานยืนยันมากพอ และเช่นกัน NSAIDs ก็คือยาจะให้ผลดีในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เท่านั้นและห้ามใช้ในไตรมาสที่ 3 แต่ไม่ต้องกังวลนะครับการที่แพทย์จะจ่าย ก็จะดูว่ามีความเหมาะสมอยู่แล้ว และยังมีเภสัชกรช่วยป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดด้วยอีกขั้นหนึ่ง ดังนั้นจึงขอให้ใช้ยาอย่างสบายใจ ยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ที่พอจะจัดอยู่ในกลุ่ม B ก็คือ Celecoxib (Celebrex) เพียงตัวเดียวครับ เพราะมีการใช้ที่นานพอจนมีหลักฐานชัดเจน

สำหรับยาแก้ปวดกลุ่มอื่นๆ นั้น ส่วนใหญ่จะจัดในกลุ่ม C และ D ดังนั้น สำหรับกลุ่ม C นั้นมีเยอะครับ จะพูดอีกรอบหนึ่งตอนถึงกลุ่ม C แต่ถ้าหากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยานอกเหนือจากนี้ก็ไม่ควรใช้ยกเว้นกรณีที่แพทย์และเภสัชกรลงความเห็นแล้วว่าสมควรใช้เท่านั้นครับ

แต่ในกรณีทั่วไป หากปวดเมื่อยนิดหน่อย ก็นวดๆ ตัว หรือไม่ก็ใช้ยานวดจะดีกว่าครับ เพราะว่ามีความปลอดภัยสูงกว่ายากินมา

ยานวดที่ผมมักแนะนำให้ใช้ในหญิงมีครรภ์ (ย้ำ ผมแนะนำ นะครับ ไม่สามารถหาแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนได้) ก็เช่น Balm แก้ปวดเมื่อยทั่วไป ยานวดที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น พริก ไพล ซึ่งดูจากหลักฐานอื่นๆ แล้วน่าจะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงทีเดียว

ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือที่ชอบเรียกกันว่า่ยาแก้อักเสบ เป็นยาอีกกลุ่มที่มีการใช้ในหญิงมีครรภ์บ่อยๆ และยาในกลุ่มนี้ก็สร้างความกังวลให้กับผู้ป่วยได้มาก เพราะมักจะเคยได้ยินกันว่ากินยาแล้วลูกฟันดำ หรือลูกกระดูกไม่ดี แต่จริงๆ แล้วยาฆ่าเชื้อมีหลายตัวและส่วนมากมีความปลอดภัยสูงครับ

สำหรับยาฆ่าเชื้อผมคงไม่เขียนเฉพาะกลุ่ม B แต่จะเล่ารวมๆ ทั้งหมดเลยครับ โดยแบ่งไปตามกลุ่มของยาและเน้นเฉพาะยากินนะครับ ^^

1. Penicillins
– ยาในกลุ่มนี้ เช่น Penicillin, Amoxicillin, Ampicillins รวมไปจนถึง Augmentin หรือ Salbactam ซึ่งเป็นยาสูตรผสมของ Amoxicillin ด้วย
– ในยาที่เป็นตัวเดี่ยวๆ ส่วนใหญ่แล้ว จะอยู่ในกลุ่ม B ครับ เป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง และให้ได้ในคนส่วนใหญ่ มีผลการรักษาที่ดี
– สำหรับยาสูตรผสม เช่น Salbactam หรือ Augmentin ไม่มีการประเมินที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็ให้ผลดีและไม่มีรายงานถึงอันตรายครับ จัดเป็นยาทางเลือกที่แพทย์ใช้ในคนที่รักษาด้วย Penicillins ตัวเดี่ยวๆ ไม่หาย

2. Cephalosporins ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาฉีด แต่มีบางตัวก็กินได้ ที่มักเจอเช่น Cephalexin, Cefaclor, Cefdinir จัดเป็นยาอีกกลุ่มที่ให้ผลในการรักษาดี และมีความปลอดภัยสูง เกือบทุกตัวจะอยู่ในกลุ่ม B ก็จัดเป็นยาทางเลือกอีกกลุ่มหนึ่งครับ แต่ด้วยความที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Penicillins บางครั้งจึงกลัวว่าจะเกิดการแพ้ได้ เลยไม่ได้ใช้เป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่แพ้ Penicillins

3. Macrolides เช่น Erythromycin, Roxithromycin, Azithromycin, Clarithromycin มักใช้เป็นยาทางเลือกกลุ่มแรกๆ ในกรณีที่แพ้ Penicillins แต่ตัวที่มีหลักฐานความปลอดภัยชัดเจนและอยู่ในกลุ่ม B มีเพียง Erhythromycin และ Azithromycin ส่วน Roxithromycin ไม่ได้ถูกใช้ในประเทศสหรัฐฯ จึงไม่มีการประเมินครับ

4. Quinolones เช่น Norfloxacin, Ofloxacin, Moxifloxacin เป็นยาที่มักใช้ในโรคทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะ แต่บางตัวก็ใช้เป็นยาทางเลือกในโรคทางเดินหายใจและโรคติดเชื้ออื่นๆ ด้วย กลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ทั้งในหญิงมีครรภ์และเด็กเล็กครับ เนื่องจากหลักฐานความปลอดภัยน้อยและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ในกรณีจำเป็น ก็ใช้ได้ครับ แต่ต้องระวังการใช้ในไตรมาสแรก

5. Tetacycline ยากลุ่มนี้จะมีผลจับกับ Calcium และถูกดูดซึมไปพร้อมกัน ทำให้เด็กเกิดปัญหากระดูกและฟันได้ ที่ทำให้เกิดฟันดำ เป็นคราบเหลืองๆ อะไรประมาณนั้น จึงจัดเป็นข้อห้ามใช้ในทุกตัวครับ ยากลุ่มนี้ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline

6. ยากลุ่มอื่นๆ นอกเหลือจากนี้ จะมีการใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้นครับและส่วนใหญ่แพทย์จะไม่เลือกใช้แน่นอน ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ ไม่ต้องกังวลนะครับ

แต่วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ก็คือรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายแต่พอควร
ยาอีกกลุ่มที่มักจะใช้กันบ่อยๆ นอกจากยาแก้ปวดกับยาฆ่าเชื้อก็คงเป็น ยาแก้แพ้ครับ

ยาแก้แพ้
ยาแก้แพ้เป็นยาที่จัดว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างมากเกือบทุกตัวครับ ดังนั้นการที่จะกินยาแก้แพ้จึงสามารถกินได้อย่างปลอดภัยและสบายใจครับ

ยาแก้แพ้ที่นิยมใช้ทั่วไปสำหรับลดอาการแพ้เช่น Chlorpheniramine maleate (CPM), Hydroxyxine, Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine (Telfast) ทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

ยาแก้แพ้สำหรับวัตถุประสงค์อื่นได้แก่ Dimenhydrinate (Dramamine) ซึ่งเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียนตัวหนึ่ง ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยครับ

และเมื่อพูดถึงยาแก้คลื่นไส้อาเจียนก็คงต้องพูดถึงอีกสองตัวที่เหลือที่นิยมใช้

Metoclopamide เป็นยาที่ใช้แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนจากสารพิษ อาจจะใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

Domperidone แม้ว่วายาตัวนี้จะไม่ได้รับรองใน US FDA แต่ของ ADEC ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่ม B2 ครับ ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความปลอดภัยสูงทีเดียว

ตัว Domperidone นี้ เราอาจจะพบได้อีกในการใช้ร่วมกับยารักษาโรคกระเพาะหรือยาแก้ท้องอืดด้วยครับ

 

พูดถึง Domperidone ก็ต้องต่อไปที่ระบบทางเดินอาหาร

แน่นอนว่าในหญิงมีครรภ์นั้น ระบทางเดินอาหารมักจะผิดปรกติกันบ่อยๆ แน่ใช่ไหมเอ่ย ^^

ยาระบาย
ยาระบายนั้น แบ่งออกได้หลายกลุ่ม ซึ่งยาระบายส่วนใหญ่นั้น มักจะมีความปลอดภัยในหญิงมีครรภ์

ยาระบายที่นิยมใช้และให้ความปลอดภัยสูงเช่น Bisacodyl (เม็ดสีเหลืองๆ ยอดฮิต นั่นแหละครับ), Docusate, Milk of Magnesia

สำหรับ Senokot ซึ่งเป็นมะขามแขก ยังไม่มีหลักฐานถึงความปลอดภัยที่ชัดเจนครับ

ยาแก้ท้องอืด
ยาแก้ท้องอืดมีหลายกลุ่มครับ และเช่นเดียวกัน ยากลุ่มนี้จัดว่ามีความปลอดภัยสูงเกือบทุกตัวครับ ตั้งแต่ Domperidone (Motilium-M), Simeticone (Disflatyl, Air-X) รวมถึงแบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหยและ Enzyme เช่นพวก Magesto, Gaszym, Combizym

แม้บางตัวจะจัดอยู่ในกลุ่ม C แต่ก็นับเป็นยาที่ดีซึ่งสามารถใช้เป็นครั้งคราวได้อย่างสบายใจครับ

ยารักษาโรคกระเพาะ
ยารักษาโรคกระเพาะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ครับ คือยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะ กับยาบรรเทาอาการ

ยาที่บรรเทาอาการเช่น พวก Antacil, Mag-77 รวมไปจนถึง Gastrobismol พวกนี้มักจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม C หรือไม่ก็ไม่ได้รับการประเมิน การใช้เป็นครั้งคราว จึงทำได้ครับ แต่ถ้าต้องใช้ต่อเนื่องกันทุกวัน ยากลุ่มนี้ก็ไม่แนะนำเช่นกันครับ

ยายับยั้งการหลั่งกรด
แ่บ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
H2 Antagonist เป็นยากลุ่มเก่าซึ่งมีผลในการลดการหลั่งกรดเพื่อรักษาโรคกระเพาะ ยากลุ่มนี้ให้ความปลอดภัยดีครับ จัดอยู่ในกลุ่ม B ทั้งหมด ได้แก่ยา Cimetidine, Famotidine และ Ranitidine

Proton-Pump Inhibitor
จัดเป็นยาที่ใหม่กว่า และตอนนี้นิยมใช้กันพอสมควรครับ ยากลุ่มนี้ก็จัดเป็นยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงมีครรภ์เช่นกัน แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่จะจัดอยู่ในกลุ่ม B นะครับ มีตัว Omeprazole (Losec, Miracid) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม C สำหรับตัวอื่นๆ เช่น Esomeprazole (Nexium), Lansoprazole (Prevacid) จัดอยู่ในกลุ่ม B ครับ

PTU ใช้ได้ครับ แม้ใน US FDA จะจัดในกลุ่ม D แต่ ADEC จัดอยู่ในกลุ่ม C และในทางปฏิบัติแล้ว ยาค่อนข้างปลอดภัยสำหรับเด็กครับ อย่างไรก็ตาม ให้อยู่ในการควบคุมของแพทย์ตลอดเวลานะครับ ^^

สำหรับยาทาและยาอมนั้น สามารถใช้ได้ค่อนข้างปลอดภัยครับ แต่ยาทากลุ่ม vitamin a acid เลี่ยงได้ก็ดี แม้จะไม่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงในเด็กก็ตาม

ไข้เลือดออก

อาการของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง

ผู้ป่วยจะมีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน มีลักษณะไข้สูงลอยตลอดเวลา (กินยาลดไข้ก็มักจะไม่ลด) หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ ผู้ป่วยจะซึม มักมีอาการเบื่ออาหารและอาเจียนร่วมด้วยเสมอ บางรายอาจบ่นปวดท้องในบริเวณ ใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา หรือปวดท้องทั่วไป อาจมีอาการท้องผูก หรือถ่ายเหลว ส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอมาก (เช่น คนที่เป็นไข้หวัดหรือออกหัด) แต่บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงเล็กน้อย หรือไอบ้างเล็กน้อย

ในราววันที่ 3 ของไข้ อาจมีผื่นแดง ไม่คัน ขึ้นตามแขน ขา และลำตัว ซึ่งจะเป็นอยู่ 2-3 วัน บางรายอาจมีจุดเลือดออกมีลักษณะเป็นจุดแดงเล็กๆ (บางครั้งอาจมีจ้ำเขียวด้วยก็ได้) ขึ้นตามหน้า แขน ขา ซอกรักแร้ ในช่องปาก (เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้นไก่) ในระยะนี้อาจคลำพบตับโต และมีอาการกดเจ็บเล็กน้อย การทดสอบทูร์นิเคต์* ส่วนใหญ่จะให้ผลบวกตั้งแต่วันที่ 2 ของไข้ และในวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว มักจะพบมีจุดเลือดออกมากกว่า 20 จุดเสมอ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยอยู่ประมาณ 2-7 วัน ถ้าไม่มีอาการรุนแรง ส่วนมากไข้ก็จะลดลงในวันที่ 5-7 บางรายอาจมีไข้เกิน 7 วันได้ แต่ถ้าเป็นมาก ก็จะปรากฏอาการระยะที่ 2

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก

มักจะพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเด็งกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 และไม่ค่อยพบผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อชิกุนคุนยา อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤติของโรค อาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีอาการปวดท้องและอาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว (อาจมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที) และความดันต่ำ ซึ่งเป็นอาการของภาวะช็อก ภาวะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากพลาสมาไหลซึมออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาตรของเลือดลดลงมาก ถ้าเป็นรุนแรงผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ตัวเย็นชืด ปากเขียว ชีพจรคลำไม่ได้ และความดันตกจนวัดไม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาได้ทันท่วงทีก็อาจตายได้ภายใน 1-2 วัน

นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง (มีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น) เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีกาแฟ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดๆ หรือเป็นสีน้ำมันดิบๆ ถ้าเลือดออกมักทำให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงถึงตายได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 2 นี้ จะกินเวลาประมาณ 24-72 ชั่วโมง ถ้าหากผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤติไปได้ ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว

ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านช่วงวิกฤติไปแล้ว ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็จะฟื้นตัวสู่สภาพปกติ อาการที่ส่อว่าดีขึ้น ก็คือ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากกินอาหารแล้วอาการต่างๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ระยะนี้อาจกินเวลา 7-10 วัน หลังผ่านระยะที่ 2

รวมเวลาตั้งแต่เริ่มเป็นจนแข็งแรงดีประมาณ 7-14 วัน, ในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อย อาจเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็หายได้เอง (ส่วนอาการไข้ อาจเป็นอยู่ 2-7 วัน บางรายอาจนาน 10 วันก็ได้)

การดำเนินโรค

ประมาณร้อยละ 70-80 ของคนที่เป็นไข้เลือดออกจะมีอาการเพียงเล็กน้อย และหายได้เองภายในประมาณ 7-14 วัน เพียงแต่ให้การรักษาตามอาการและให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช็อกก็เพียงพอ ไม่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ไม่ต้องฉีดยาหรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ประมาณร้อยละ 20-30 อาจมีภาวะช็อกหรือเลือดออก ซึ่งก็มีทางรักษาได้ด้วยการให้น้ำเกลือหรือให้เลือด มีเพียงส่วนน้อยที่อาจเป็นรุนแรงถึงตายได้ โดยเฉพาะถ้าพบในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อาจมีอัตราตายสูงกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ

ภาวะแทรกซ้อน

นอกจากภาวะเลือดออกรุนแรง (ถ้ามีเลือดออกในกระเพาะอาหารจำนวนมากหรือมีเลือดออกในสมองมักมีอัตราตาย สูง) และภาวะช็อกแล้ว ยังอาจเกิดภาวะตับวาย (มีอาการดีซ่าน) ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรงถึงตายได้ มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกอยู่นาน นอกจากนี้อาจเป็นปอดอักเสบ (อาจมีภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้) หลอดลมอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบแทรกซ้อนได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก นอกจากนี้ถ้าให้น้ำเกลือมากไป อาจเกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) เป็นอันตรายได้ ดังนั้น เวลาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ควรตรวจดูอาการอย่างใกล้ชิด

การแยกโรค

ไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง (ตัวร้อน) เป็นสำคัญ ควรแยกแยะออกจากไข้อื่นๆ ได้แก่

  1. ไข้หวัด มีอาการตัวร้อนเป็นพักๆ มีน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอเล็กน้อย ไข้มักจะหายได้เองภายใน 2-4 วัน
  2. ไข้หวัดใหญ่ มีอาการตัวร้อนจัดเป็นพักๆ ปวดเมื่อยตามตัวมาก เบื่ออาหาร เจ็บคอเล็กน้อย ไอ และมีน้ำมูกเล็กน้อยร่วมด้วย อาการไข้มักจะหายได้เองภายใน 3-5 วัน
  3. หัด มีอาการตัวร้อนตลอดเวลา หน้าแดง ตาแดง คล้ายไข้เลือดออก แต่แตกต่างกันตรงที่หัดจะมีขี้มูกเกรอะกรัง ไอ และหลังมีไข้ 3-4 วันจะมีผื่นแดงขึ้นตามตัว โรคนี้มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน
  4. ปอดอักเสบ (ปอดบวม) มีไข้สูง ไอมีเสลด เจ็บหน้าอก และหายใจหอบ หากสงสัยต้องไปพบแพทย์ทันที มักต้องทำการตรวจเสมหะ เอกซเรย์ปอด
  5. ไข้รากสาดน้อย (ไทฟอยด์) มีไข้สูงตลอดเวลา จุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูกหรือไม่ก็ถ่ายเหลว ไม่มีน้ำมูก อาการตัวร้อนมักจะเป็นนานเป็นสัปดาห์ขึ้นไป หากสงสัยแพทย์จะทำการตรวจเลือดพิสูจน์
  6. เล็ปโตสไปโรซิส (ไข้ฉี่หนู) จะมีไข้สูงตลอดเวลา หนาวสั่น ปวดน่อง ตาแดง ดีซ่าน หากสงสัยควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไข้เลือดออกซึ่งเป็นไวรัสมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ เด็งกี (dengue) กับชิกุนคุนยา (chigunkunya) ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อเด็งกี ซึ่งยังแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อยๆ ได้อีก 4 ชนิด ได้แก่ ชนิด 1, 2, 3, และ 4 เชื้อเด็งกีเหล่านี้สามารถทำให้เกิดไข้เลือดออกที่รุนแรงได้ โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเด็งกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป) โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 3-15 วัน (ส่วนมาก 5-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่อยู่ 5-7 วัน และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออก หรือมีอาการรุนแรง ต่อมาเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก (ซึ่งอาจเป็นเชื้อเด็งกีชนิดเดียวกัน หรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ และมีระยะฟักตัวสั้นกว่าครั้งแรก) ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะ และเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมา (น้ำเลือด) ไหลซึมออกจากหลอดเลือด (ตรวจพบระดับฮีมาโตคริตสูง มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง) และมีเลือดออกง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อก

โดยทั่วไป การติดเชื้อครั้งหลังๆ ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มักเกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ 6 เดือนถึง 5 ปี มักจะทิ้งช่วงไม่เกิน 5 ปี ด้วยเหตุนี้ไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรงจึงมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีมากกว่าในวัยอื่น ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อชิกุนคุนยา ซึ่งมักมีอาการไม่รุนแรง คือไม่ทำให้เกิดภาวะช็อกเช่นที่เกิดจากเชื้อเด็งกี

โรคนี้มียุงลาย (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายจะกัดคนที่เป็นไข้เลือดออกก่อน แล้วจึงไปกัดคนที่อยู่ใกล้เคียง (ในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร) ก็จะแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้ชอบเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ จานรองตู้กับข้าว แจกัน ฝากะลา กระป๋อง หลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ในเวลากลางวัน

 

ชื่อภาษาไทย 
ไข้เลือดออก ไข้เด็งกี

ชื่อภาษาอังกฤษ
Dengue fever, Dengue hemorrhagic fever (DHF)

ความชุก

ไข้เลือดออกมักพบระบาดในช่วงฤดูฝน หรือในพื้นที่มีน้ำขัง มียุงลายชุกชุม โรคนี้พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ 10-15 ปี ในขวบปีแรกมักพบในช่วงอายุ 7-9 เดือน ส่วนในกลุ่มอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มพบได้มากขึ้น

 

ที่มา http://www.infoaid.org/doctormeflood/doctorme/disease/12715

เทปพันยืดหยุ่นได้ โคแบน ยี่ห้อ 3M

เทป โคแบน
ติดแน่นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ตัวยึด พันกระชับ ไม่หลุดง่าย น้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดี
  • คุณลักษณะ
    – เหมาะกับการพันเพื่อกระชับและรองรับเฉพาะส่วน
    – ใช้ป้องกันอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย หรือการใช้งานของข้อต่อ หรือส่วนต่างๆ ที่มากกว่าปกติ
    – วัสดุทำจากยางธรรมชาติ ทำให้ติดแน่นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ตัวยึด พันกระชับ ไม่หลุดง่าย น้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดี

 

 

 

วิธีเลือกชนิดของปรอทวัดไข้

วิธีเลือกชนิดของปรอทวัดไข้

     การวัดไข้ที่มีความแม่นยำนั้น มีความสำคัญในการให้การดูแลลูกน้อยของคุณ

 

     อย่าได้อาศัยเพียงความรู้สึก จากการสัมผัสด้วยมือว่าลูกมีไข้สูงหรือไม่ เพราะมีความคลาดเคลื่อนได้มาก และในกรณีที่ลูกมีไข้สูงมากจริง อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ ไม่ทันได้ระวังว่าจะเกิดการชักจากไข้สูง เพราะไม่ทราบว่าขณะนั้น อุณหภูมิของตัวลูกเป็นเท่าไร ทำให้ไม่ได้รีบให้ยาลดไข้และเช็ดตัว เพื่อทำให้ไข้ลงได้ทันการณ์ ในการปรึกษาแพทย์ เรื่องการเจ็บป่วยของลูกนั้น ควรจะบอกคุณหมอเสมอว่าวัดไข้ได้เท่าไร และวัดที่ส่วนไหนของร่างกายรวมถึงชนิดของปรอทที่ใช้ด้วย

 

1. ปรอทวัดทางก้น

 

วิธีวัด : ตรวจสภาพของปรอทว่าอยู่ในสภาพปกติพร้อมที่จะใช้งานได้ให้หล่อลื่นปลายของปรอท ที่มีกระเปาะปรอทอยู่ด้วยวาสลิน หรือเควาย เจลลี่เพื่อหล่อลื่น ให้ลูกอยู่ในท่านอน (คว่ำ, หงาย หรือ ตะแคง) ค่อยๆ สอดใส่ปรอทเข้าทางรูก้น ประมาณครึ่งนิ้ว และให้เวลาประมาณ 2 นาที ก่อนดึงออกมาอ่าน

 

อายุที่เหมาะสม แรกเกิด ถึง 4 ขวบ

 

ข้อดี/ข้อเสีย : ราคาไม่แพงให้ค่าที่มีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดแตกหักง่าย และบางครั้งอ่านผลยาก ถ้าไม่ชำนาญ เด็กโต จะไม่ค่อยชอบให้เหน็บก้น

 

2. ปรอทวัดทางปาก/รักแร้

วิธีวัด :  ตรวจสภาพของปรอทก่อนการใช้ทุกครั้ง เอาปลายกระเปาะของปรอท ให้เด็กอมไว้ใต้ลิ้น และปิดปาก หรือหนีบรักแร้ เป็นเวลาประมาณ 2-3 นาที

 

อายุที่เหมาะสม 5 ขวบ ขึ้นไป (สำหรับ กรณี วัดทางปาก)

 

ข้อดี/ข้อเสีย : เด็กบางคนอาจจะยังอมปรอทไม่เป็น อาจจะกัดแตกได้ ห้ามใช้ในกรณีที่เด็กไม่ยอมร่วมมือ และ/หรือ ในเด็กที่มีโอกาสชักจากไข้สูง เพราะอาจเกิดการชัก ขณะที่อมปรอทอยู่ในปากทำให้เกิดอันตรายได้ บางครั้งอ่านผลยากถ้าไม่ชำนาญ

Image

3. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบดิจิตอล

วิธีวัด : เหมือนกับปรอทวัดแบบทั่วไป

อายุที่เหมาะสม : เด็กเล็ก และ เด็กโต

 

 ข้อดี/ข้อเสีย : สะดวกตรงที่จะมีเสียงบี๊บเตือน เมื่อถึงกำหนดเวลาอ่าน และอ่านได้ง่ายเพราะเป็นตัวเลขขึ้นเลย มีราคาแพงกว่าและ เปราะบางเสียได้ง่าย ห้ามนำไปล้างน้ำหรือทำตกกระแทก ความแม่นยำในการวัดอาจด้อยกว่าปรอทแก้วเล็กน้อย

Image

4. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดที่ใช้วัดทางหู
วิธีวัด : ทำได้สะดวก เพราะใส่ที่รูหู โดยดึงใบหู ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม (ดึงขึ้น และเบน ไปทางด้านหลังเล็กน้อย) ควรทำการวัดซ้ำ อย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้ง และหาเป็นค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิ

อายุที่เหมาะสม : 3 ขวบ ขึ้นไป

 

ข้อดี/ข้อเสีย : ใช้เวลาสั้นมากในการอ่าน และ มีความไวต่ออุณหภูมิของแก้วหู ได้ดีมาก เพราะใช้เทคโนโลยี ในการตรวจหาความร้อนโดย อินฟราเรด ค่าจะคลาดเคลื่อนมากถ้าใช้กับเด็กเล็ก เพราะรูหูมีขนาดเล็ก หรือเด็กที่มีขี้หูเยอะ

 

5. แถบเทปวัดไข้

วิธีใช้ : เอาแถบเทปทาบลงบนหน้าผาก (ถ้ามีเหงื่อมาก ควรเช็ดให้แห้งก่อน) และทาบไว้จนกว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นที่แถบ
อายุที่เหมาะสม : เด็กเล็ก และ เด็กโต

 

ข้อดี/ข้อเสีย : ค่าที่ได้จะมีความคลาดเคลื่อนได้มาก ทั้งสูงกว่า หรือต่ำกว่าที่เป็นจริง ให้ความสะดวกในการวัดไม่ต้องคอยให้เด็กร่วมมือ

 

     กล่าวโดยสรุป ปรอทแก้วมีราคาไม่แพง มีความถูกต้องแม่นยำดี ส่วนเครื่องวัดอุณหภูมิชนิดอื่นๆ (ยกเว้นแบบ แถบเทป) ก็มีความถูกต้องแม่นยำสูง และสะดวกมากเช่นกัน แต่จะมีราคาแพงกว่า และ ต้องทำ การฝึกฝนวิธีใช้ และการอ่านค่าบ้างเล็กน้อย ในปัจจุบันนี้ทั่วโลกกำลังรณรงค์เรื่องสารปรอทเป็นพิษในสิ่งแวดล้อม จึงมีมาตรการในการลดการใช้ปรอทในกรณีต่างๆ และลดการผลิตปรอทแก้วลง ทำให้เครื่องอุปกรณ์วัดอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการวัดไข้คือ เครื่องวัดอุณหภูมิแบบดิจิตอล หรือแบบอินฟราเรดที่ใช้วัดทางหู

การใช้ปรอทวัดไข้

การใช้ปรอทวัดไข้

   วิธีใช้ปรอทวัดไข้                                      

  1. ทางรักแร้
    เช็ดรักแร้ให้แห้ง  สอดปลายกระเปาะบริเวณรักแร้
    หนีบให้แน่นนาน  3 – 4  นาที  แล้วจึงอ่านอุณหภูมิ
    (อุณหภูมิปกติ  =  36.4 ºC   หรือ  =  97.4ºF)

  2. ทางปาก
    สอดปลายกระเปาะไว้บริเวณใต้ลิ้น  ปิดปากลง
    และห้ามเคี้ยวหรือกัด  เพื่อป้องกันไม่ให้ปรอทแตก
    รอนาน  2  นาที  แล้วจึงอ่านอุณหภูมิ
    (อุณหภูมิปกติ  =  37.0 ºC   หรือ  =  98.6ºF)

  3. ทางทวารหนัก
    ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ  นำปลายกระเปาะจุ่ม  วาสลิน  หรือ  oil
    เพื่อหล่อลื่นไม่ให้เจ็บ  ค่อยๆสอดปลายกระเปาะ  ไม่ควรสอดลึก
    เกิน  1  นิ้ว  รอสัก  2 – 3  นาที  จึงนำออกมาอ่านอุณหภูมิ
    (อุณหภูมิปกติ  =  37.6 ºC   หรือ  =  99.6ºF)


  ข้อมูลประกอบ

  • การเตรียมพร้อมก่อนใช้ปรอทวัดไข้
    โดยการนำปรอทที่ทำความสะอาดแล้ว  จับบริเวณปลายด้าม
    ด้านบนให้แน่น โดยหันปลายกระเปาะลงด้านล่าง สะบัดอย่างแรง
    ให้สีปรอทลงไปอยู่ต่ำกว่าขีด  35.6  องศาเซลเซียส  (96  องศา
    ฟาเรนไฮต์)  และไม่ควรให้อาหารหรือเครื่องดื่ม  ไม่ว่าร้อนหรือ
    เย็น  ครึ่งชั่วโมงก่อนการวัดอุณหภูมิ
  • ผลวิเคราะห์ไข้วัดทางปาก
    ไข้ต่ำ                       37.3  –  38.3 ºC
    ไข้ปานกลาง             38.4  –  39.0 ºC
    ไข้สูง                        39.1  –  40.0 ºC
    ไข้สูงมาก                          >  40.0 ºC
  • วิธีการอ่านอุณหภูมิ
    ใช้มือจับปลายด้านบน  ให้
    เทอร์โมมิเตอร์อยู่แนวนอน  จนเห็น
    อุณหภูมิชัดเจน  อ่านค่าบริเวณขีดสิ้นสุดของปรอท
  • การดูแลรักษาเทอร์โมมิเตอร์
    หลังการใช้แล้ว  ควรล้างสบู่แล้วเช็ดด้วยแอลกอฮอล์  รอให้แห้ง
    แล้วบรรจุลงในกล่องเดิมเพื่อเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไป
ref : http://thaihow.tripod.com/hea113.htm

Ventolin vs Berodual

-Ventolin (ชื่อการค้า) ของ Salbutamol (Albuterol ) = SABA  4-6hr
-Berodual เป็นยาสูตรผสม ประกอบด้วย Ipratropium bromide (Anticholinergic) และ Fenoterol เป็นยาขยายหลอดลม (SABA ) เพียงแต่ฤทธิ์ขยายหลอดลมของ Ipratropium ยาวกว่ากลุ่ม Beta 2 agonist เล็กน้อย (คือ ประมาณ 6-8 hr)

 

 

 

Bronchodilators

 

Ipratropium bromide และ Fenoterol 
(บีโรดูอัล ฟอร์ท)

 

Berodual forte.JPG

ส่วนประกอบ

       ยาชนิดน้ำบรรจุหลอดพลาสติกใช้ได้ครั้งเดียวกับเครื่องพ่นสูด หลอดละ 4 มล. มีตัวยาสำคัญคือ ipratropium bromide 500 mcg และ fenoterol 1250 mcg

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  • บีโรดูอัล ฟอร์ท ประกอบด้วยยาขยายหลอดลม 2 ชนิด คือ ipratropium bromide ซึ่งเป็นยาประเภทแอนตี้โคลิเนอร์จิคและ fenoterol hydrobromide ซึ่งเป็นยาเบต้าแอดรีเนอร์จิค
  • ipratropium bromide มีฤทธิ์ยับยั้งการกระตุ้นรีเฟลกซ์ของเส้นประสาท vagus โดยมีการออกฤทธิ์ต่อต้านอะเซติลโคลินป้องกันการเพิ่มความเข้มข้นของ cyclic GMP โดยการทำปฏิกิริยาร่วมกันของอะเซติลโคลินกับมาสคารินิค รีเซพเตอร์ ของกล้ามเนื้อผนังหลอดลมทำให้ขยายหลอดลม เมื่อพ่นสูด ipratropium bromide จะออกฤทธิ์เจาะจงเฉพาะที่
  • fenoterol hydrobromide เป็นยากระตุ้นซิมพาเทติคที่ออกฤทธิ์กระตุ้นเฉพาะต่อ Beta-2 receptor เมื่อได้รับยาในขนาดที่แนะนำให้ใช้ในการรักษา ทำให้เกิดการขยายตัวของกล้ามเนื้อเรียบของผนังหลอดเลือดและหลอดลมจะช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดลมหดตัวจากการกระตุ้นของสารกระตุ้น เช่น histamine , methacholine อากาศเย็นและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ
  • การใช้ยาสองตัวนี้ร่วมกันจะขยายหลอดลมโดยมีตำแหน่งการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ต่างกัน ตัวยาสำคัญทั้ง 2 ตัวจะเสริมฤทธิ์ในการลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลมและทำให้ขอบเขตของการรักษากว้างขึ้น ใช้ในการรักษาความผิดปกติของหลอดลมซึ่งเกี่ยงข้องกับการหดตัวของระบบทางเดินหายใจ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบหืดชนิดเฉียบพลัน การให้ยาผสม fenoterol และ ipratropium bromide จะให้ประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับยา การให้ยาผสมของ fenoterol และ ipratropium bromide มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ตัวยาแต่ละตัวเดี่ยวๆ

ข้อบ่งใช้

       บีโรดูอัล ฟอร์ท เป็นยาขยายหลอดลมที่ใช้ป้องกันและรักษาอาการที่เกิดจากทางเดินหายใจตีบแคบลงในโรคหอบหืดและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่อาจมีหรือไม่มีถุงลมโป่งพองร่วมด้วยควรพิจารณาให้ยาต้านการอักเสบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดและผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์

ข้อห้ามใช้

       ในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตชนิดอุดตัน, โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ, ผู้ป่วยที่ไวต่อ fenoterol hydrobromide หรือสารที่มีฤทธิ์คล้ายอะโทรปีน

ข้อควรระวัง

การรักษาระยะยาว

  • ในผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดและผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังระดับความรุนแรงน้อย ควรใช้ยาเฉพาะเมื่อมีอาการจะดีกว่าการใช้ยาเป็นประจำ
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดและผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์ควรพิจารณาว่าควรให้ยาต้านการอักเสบด้วยหรือไม่เพื่อควบคุมการอักเสบของทางเดินหายใจ
  • การใช้ยากลุ่มที่กระต้นเบต้า-2 อาจจะทำให้ระดับของโปตัสเซียมในเลือดต่ำลง (hypokalemia) ควรระมัดระวังการใช้ยา บีโรดัล ฟอร์ท ในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอุดตัน หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินแบบ narrow-angle

หญิงมีครรภ์และมารดาที่ให้นมบุตร

  • ควรระมัดระวังการใช้ยานี้โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจทำให้การบีบตัวของมดลูกลดลง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า fenoterol hydrobromide จะถูกขับออกทางน้ำนมมารดาได้ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ipratropium จะถูกขับออกทางน้ำนมมารดาได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในหญิงให้นมบุตร

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

  • อาจพบอาการกล้ามเนื้อสั่น กระสับกระส่าย ปากแห้ง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็วและใจสั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ไวต่อยากลุ่มนี้ การใช้ยาในกลุ่มเบต้า-2 อาจทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำลง มีรายงานว่าอาจเกิดการไอ ระคายเคืองเฉพาะที่

ปฏิกิริยาการใช้ยาร่วมกัน

  • ฤทธิ์ของการขยายหลอดลมอาจลดลงได้ ถ้าใช้ร่วมกับยาเบต้า-บล็อกเกอร์
  • ยาพวกเบต้า-แอดรีเนอร์จิคทำให้ระดับของโปแตสเซียมในเลือดลดลงและผลดังกล่าวนี้เพิ่มขึ้นได้เมื่อให้ยาร่วมกับอนุพันธุ์ของแซนทีน สเตียรอยด์และยาขับปัสสาวะ จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง
  • ระดับของโปแตสเซียมในเลือดที่ต่ำลง อาจทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับยาดิจอกซินมีการเต้นของหัวใจผิดปกติเพิ่มขึ้น และภาวะออกซิเจนต่ำจะยิ่งมีผลทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำลงส่งผลร้ายต่อการเต้นของหัวใจมากขึ้น จึงควรมีการตรวจหาระดับของโปแตสเซียมในเลือดในภาวะดังกล่าวนี้
  • การให้ยาที่เสริมฤทธิ์เบต้า-แอดรีเนอร์จิค ควรให้ด้วยความระมัดระวังในกรณีที่ต้องให้การรักษาร่วมกับ monoamine oxidase inhibitor หรือ tricyclic antidepressants เพราะว่าจะออกฤทธิ์เสริมกัน
  • การให้ยานำสลบในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ได้แก่ halothane ,trichloroethylene และ enflurance อาจจะเสริมฤทธิ์ยากระตุ้นเบต้าที่ออกฤทธิ์ต่อระบบเลือดและหัวใจ

ขนาดและวิธีการใช้ยา

  • น้ำยานี้ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมกับสารละลายอื่น
  • ควรปรับขนาดการใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน
  • หากแพทย์ไม่ได้ระบุการใช้ที่แน่นอน ควรใช้ยาตามที่แนะนำต่อไปนี้ในผู้ใหญ่ (รวมทั้ง ผู้สูงอายุ) และเด็กอายุมากกว่า 12 ปี

การรักษาเมื่อมีอาการเฉียบพลัน

  • ตามปกติการให้น้ำยา บีโรดูอัล ฟอร์ท 1 หลอด ก็เพียงพอสำหรับการบรรเทาอาการอย่างที่เกิดอย่างเฉียบพลันในผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการหอบหืดอย่างเฉียบพลันชนิดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากที่รักษาตัวในโรงพยาบาล หรือในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังชนิดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากที่รักษาตัวที่บ้านหรือในโรงพยาบาล สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรงมากสามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 2 หลอด ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

การรักษาเป็นครั้งคราวและการรักษาในระยะยาว

  • ใช้ครั้งละ 1 หลอด และให้ถึงวันละ 4 ครั้ง
  • บีโรดูอัล ฟอร์ท สามารถใช้ได้กับเครื่องพ่นสูดยาที่มีขายกันทั่วไป ในที่ที่ซึ่งใช้ออกซิเจนจากท่อตามผนัง ควรเปิดออกซิเจน 6-8 ลิตรต่อนาที
  • เนื่องจากผลการศึกษาในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ยังมีไม่มากพอ จึงไม่แนะนำให้ใช้สำหรับในเด็กกลุ่มนี้

ข้อแนะนำในการใช้

  • บีโรดูอัล ฟอร์ท ใช้สำหรับสูดดมเท่านั้น โดยใช้เครื่องพ่นสูด ไม่ควรใช้รับประทานหรือให้ทางหลอดเลือด

ขั้นตอนในการใช้ยา

1. เตรียมบรรจุยาใส่เครื่องพ่นสูด (Nubulizer) ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตหรือแพทย์
2. ฉีกยา 1 หลอด ออกจากแผง
3. เปิดโดยการบิดปีกที่ติดกับจุกหลอดให้ขาด
4. บีบน้ำยาใส่ลงในกระเปาะใส่น้ำยาของเครื่องพ่นสูด
5. ประกอบเครื่องพ่นสูดและใช้ตามคำแนะนำ
6 หลังจากที่ใช้เสร็จ ถ้ามีน้ำยาเหลือในกระเปาะให้ทิ้งเสีย และทำความสะอาดเครื่องพ่นสูดตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต ในบีโรดูอัล ฟอร์ท ไม่มีสารกันเสีย (preservative) จึงจำเป็นต้องใช้น้ำยานี้ทันทีหลังเปิดหลอดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไมโครเบียล หลอดที่มีการใช้ยาไปบางส่วน เปิดแล้ว หรือถูกทำลาย ไม่ควรนำไปใช้อีก ควรจะทิ้ง

การได้รับยาเกินขนาด
อาการ

  • ผลเสียของการได้รับยาเกินขนาดมักเกิดจาก fenoterol อาการที่คาดว่าจะเกิดจากการได้รับยากระตุ้นเบต้า-แอดรีเนอร์จิคเกินขนาด ที่พบมากคือ หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ จังหวะการเต้นของชีพจรกว้างขึ้น เจ็บหน้าอก การเต้นของหัวใจผิดปกติ และอาการหน้าแดง คอแดง อาการที่คาดว่าจะเกิดจากกการได้รับ ipratropium bromide เกินขนาด ได้แก่ ปากแห้ง การมองเห็นผิดปกติ ซึ่งอาการจะไม่รุนแรงและเป็นชั่วคราว เพราะ ipratropium bromide มี wide therapeutic range และเป็นการให้ยาเฉพาะที่ (topical administration)

การรักษา

  • ในรายที่มีอาการรุนแรงต้องได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิด ควรให้ยาระงับประสาทหรือยา กล่อมประสาท ยา antidotes ซึ่งเฉพาะเจาะจงและเหมาะสมคือยากลุ่มเบต้า-รีเซพเตอร์ บล็อกเกอร์ โดยเฉพาะที่มีฤทธิ์เจาะจงต่อต้านเบต้า1

ชนิดของยาที่จำหน่าย

  • ชนิดน้ำโซลูชั่น บรรจุหลอดพลาสติก สำหรับใช้ครั้งเดียวโดยวิธีพ่นสูด ในหลอดขนาด 4 มล.

Salbutamol(Ventolin)

 

Ventolin Evohaler.JPG

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ( Pharmacology )

Salbutamol มีคุณสมบัติเป็น b – adrenergic agonist ดังนั้นจึงให้ผล

  • ขยายหลอดลม ( bronchodilater )
  • ขยายหลอดเลือดและหลอดเลือดส่วนปลาย (vasodilater)
  • คลายกล้ามเนื้อมดลูก ( uterine relaxation )
  • กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อลาย
  • ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ( tachycardia )

ขนาดและวิธีการใช้ ( Administration )

ผู้ใหญ่และเด็กอายุ > 12 ปีขึ้นไป

  • Inhaler for asthma : Metered-dose inhaler 90-180 mg ( 1-2 puff ) ทุกๆ 4-6 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ และก่อนออกกำลังกาย : Inhalation solution ( Nubulizar ) 2.5 mg 3-4 ครั้งต่อวัน
  • Inhaler for severe bronchospasm : Nubulizer 2.5-5 mg ( 0.5-1 ml ของ nubulizer ขนาด 0.5% ใน 2-3 ml ) ทุก 4-6 ชั่วโมงและเมื่อมีอาการ หรืออาจให้ทุก 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์
  • PO for asthma 2-4 mg ทุก 6-8 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยไม่ตอบสนองอาจเพิ่มขนาดได้ไม่เกิน 32 mg/day
  • Sustain-release tablet 4-8 mg ทุก 12 ชั่วโมง และสามารถเพิ่มขนาดยาได้ไม่เกิน 32 mg/day Evohaler.JPG

เด็กอายุ < 12 ปี

  • Inhaler for asthma : Metered-dose inhaler ใช้ร่วมกับ spacer 90-180 mg (1-2 puff ) ทุก 4-6 ชั่วโมง ท Inhalation solution 0.05-0.15 mg/kg ทุก 4-6 ชั่วโมง และเมื่อมีอาการหรือ
  • ถ้าน้ำหนักน้อยกว่า 20 กิโลกรัม ให้ใช้ Nubulizer ขนาด 0.5% 0.25 ml
  • ถ้าน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม ให้ใช้ Nubulizer ขนาด 0.5% 0.5 ml และเพิ่มขนาดได้ไม่เกิน1ml ให้ใช้ทุก 4-6 ชั่วโมง และเมื่อมีอาการ หรือทุก 1-2 ชั่วโมง สำหรับ severe bronchospasm ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์
  • PO for asthma

เด็กอายุ 2-6 ปี

  • 100-200 mg/kg/dose ทุก 8 ชั่วโมง เพิ่มขนาดยาได้แต่ไม่เกิน 4 mg ทุก 8 ชั่วโมง

เด็กอายุ 6-12 ปี

  • 2 mg ทุก 6-8 ชั่วโมง เพิ่มขนาดยาได้แต่ไม่เกิน 24 mg / day

ผู้สูงอายุ

  • Inhaler for asthma ขนาดใช้เหมือนผู้ใหญ่
  • PO : 2 mg 3-4 ครั้งต่อวันและอาจเพิ่มขนาดได้เมื่อมีอาการแต่ไม่เกิน 8 mg 3-4 ครั้งต่อวัน
    วิธีการใช้ร่วมกับ spacer
  • เขย่าเครื่องพ่น 4-5 ครั้ง แล้วดึงฝาครอบกระบอกเครื่องพ่นออก
  • ต่อเครื่องพ่น เข้ากับหลอกต่อ
  • อมปลายอีกด้านของหลอดต่อ ถือให้เครื่องพ่นตั้งตรง แล้วกดเครื่องพ่นยา 1 ครั้ง
  • สูดหายใจเข้าจากหลอดต่อจนสุดแล้วกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาที
  • ถ้าจะพ่นซ้ำ ควรรอประมาณ 1-2 นาที ถ้เป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ควรบ้วนปากหลังใช้ทุกครั้งด้วยน้ำสะอาด

รูปแบบยา ( dosage form )
Inhaler

  • Metered-dose ขนาด 90 mg/puff บรรจุ 200 puff /inhaler
  • Metered-dose ( HFA ) ขนาด 90 mg/puff บรรจุ 200 puff /inhaler

Inhaler solution

  • 0.5% ( 5 mg/ml )
  • 0.083% ( unit dose solution ขนาด 3 ml )

Tablet ขนาด 2 mg และ 4 mg
Syrup ขนาด 0.4 mg/ml
Sustain-release tablet ขนาด 4 mg และ 8 mg

เภสัชจลนศาสตร์ ( pharmacokinetic )
เวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์ ( onset )

Inhaler

  • onset ภายใน 15 นาที
  • peak ภายในเวลาหรือน้อยกว่า 60-90 นาท

Oral

  • onset 30-60 นาที
  • peak 2-3 ชั่วโมง

ระยะเวลาที่ยายังคงมีฤทธิ์อยู่ ( duration )

  • ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นกับขนาดยา รูปแบบยาและภาวะของผู้ป่วย

Fate ของยา

Oral bioavailability เท่ากับ 50% Peak serum level

  • inhaler ขนาด 0.15 mg/kg ได้ peak ที่ 5.6 mg/L ( 23 nmol/L )
  • tablet ขนาด 4 mg ได้ peak ที่ 10 mg/L ( 42 nmol/L )

ยาผ่านขบวนการ Hepatic first-pass metabolism ยาถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ 50% ในรูปของ inactive sulfate conjugate และไม่พบว่ามีการ metabolized ยาที่ปอด

ค่าครึ่งชีวิต ( Half life )

  • IV มีค่าครึ่งชีวิต 2-3 ชั่วโมง
  • Oral มีค่าครึ่งชีวิต 5-6 ชั่วโมง
  • Inhalation มีค่าครึ่งชีวิต 7 ชั่วโมง

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse reaction )

  • อาการใจสั่น ซึ่งเป็น dose related tachycardia เนื่องจากฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย ( peripheral vasodilation ) และผลจากการกระตุ้น b – receptor ที่หัวใจโดยตรง, มือสั่น ( tremor ), การที่หัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกได้ ( palpitation ) และคลื่นไส้ ( nausea ) dose- related effect ที่เกิดขึ้นจะลดลงเมื่อใช้ยาในรูปของ aerosol และ b – agonist ที่ทำให้ระดับ potassium ในเลือดลดลง

ข้อควรระวัง ( precaution )

  • ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ( pregnancy ) , ผู้ป่วย cardiac disorder รวมทั้ง coronary insufficiency , ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ( hypertension ) และผู้ป่วยเบาหวาน การได้รับยาเกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้

ปฏิกิริยาต่อกันของยา ( drug interaction )

การใช้ยาร่วมกับ b – blocker อาจทำให้เกิดการต้านฤทธิ์กันของยา Parameter ที่ใช้ในการติดตามผลการใช้ยา

1. เทคนิควิธีการใช้ยาพ่น
2. อาการของ asthma
3. ความถี่ของการใช้ยา
4. Pulmonary function
5. อัตราการเต้นของหัวใจ ( heart rate )

Theophylline(Nuelin SR)

 

Nuelin SR.JPG

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา (Pharmacology)

  • Theophylline มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมและหลอดเลือดที่ปอด จึงมีฤทธิ์ในการขยายหลอดลมและขยายหลอดเลือดที่ปอด ทั้งนี้ยังมีฤทธิ์ในการเป็นยาขับปัสสาวะ ขยายหลอดเลือดหัวใจ กระตุ้นหัวใจและสมองส่วน cerebrum ซึ่งส่งผลให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้อกะบังลมดีขึ้น

ข้อบ่งใช้

  • ใช้ในโรคหอบหืด (Bronchial asthma) และโรคภูมิแพ้อุดกั้น

ขนาดและวิธีการใช้ (Dose and administration)

  • ยาเม็ดออกฤทธิ์เนิ่นขนาด 250 mg
  • ผู้ใหญ่ รับประทาน 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง
  • เด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี รับประทานมากกว่า 10 mg/kg ทุก 12 ชั่วโมง

ลักษณะทางจลนพลศาสตร์ (Pharmacokinetic)

Serum levels

  • มีความสัมพันธ์กับผลทางคลินิก
  • ระดับยาในเลือดที่ให้ผลทางการรักษาคือ 10-15 mg/L แต่ควรดูว่าการหายใจของผู้ป่วยดีขึ้นหรือไม่เมื่อมีระดับยาในเลือด5 mg/L
  • ในการรักษาภาวะการหยุดหายใจในเด็กแรกเกิด ควรมีระดับ serum concentration มากกว่า 20 mg/L

Fate ของยาในรูป sustain-release

  • การดูดซึมไม่ค่อยดี
  • อาหารมีผลต่อ rate และ extend ของการดูดซึม
  • Plasma protien bound ประมาณ 60%
  • Vd มีค่า 0.5 ฑ 0.1 L/kg
  • มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อค่า Cl เช่น อายุ
  • การสูบบุหรี่มีผลเพิ่ม metabolism ของ Theophylline และยังคง อยู่แม้ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ 3 เดือนถึง 12 ปี
  • ถูก metabolized ที่ตับเป็นส่วนใหญ่ได้ inactive metabolite โดย 10% ถูกขับออกในรูปไม่เปลี่ยนแปลงทางปัสสาวะ

Half life

  • คนที่ไม่สูบบุหรี่ : 8 ฑ 2 ชั่วโมง
  • คนสูบบุหรี่ : 4.4 ฑ 1 ชั่วโมง (1-2 แพ็คต่อวัน)
  • เด็กอายุ 1-9 ปี : 8.7 ฑ 1.1 ชั่วโมง
  • เด็กแรกเกิด , ผู้สูงอายุที่เป็น COPD หรือ ผู้ป่วย CHF หรือผู้ป่วยที่เป็น liver disease : ค่าครึ่งชีวิตมีค่ามากกว่า 12 ชั่วโมง

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse reaction)

  • ระคายเคืองทางเดินอาหาร จะพบบ่อยขึ้นถ้า serum concentration มากกว่า 20 mg/L ไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน epigastric pain ท้องเสีย นอนไม่หลับ ระคายเคือง ปวดศีรษะ
  • Serious arrhythmia และ convulsion ซึ่งมักเป็นสาเหตุการตายและ brian damage อย่างถาวร มักเกิดเมื่อระดับความเข้มข้นของยามากกว่า 35 mg/L ถ้าระดับของยาต่ำกว่านี้มักเกิดอาการ Cardiovascular reaction รวมทั้ง sinus tachycardia และ life-threatening ventriclaaar arrhythmai with PVCs

ข้อห้ามใช้ (Contraindication)

  • Active peptic ulcer disease
  • Seizure disorder ที่ยังไม่ได้รับการรักษา
  • ในคนที่แพ้ ethylonediamine, aminophylline

ข้อควรระวัง (Precaution)

  • ระวังการใช้ใน severe cardiac disease , hypoxemia , hepatic disease , acute myocardia injury , CHF, fever, viral illness, underlying seizure disorder, migrain, hepatic cirrhosis และทารกแรกเกิด ไม่ควรให้ยาร่วมกับ xanthine preparation ตัวอื่น

ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interaction)

มียาหลายชนิดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า clearance และ serum level ของ Thophylline ได้แก่

1. ปัจจัยที่มีผลลดระดับยา Thophylline -Carbamazepine , เนื้อวัวย่างจนเกรียม , อาหารที่มีโปรตีนสูงหรืออาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ , phenytoin , rifampin และการสูบบุหรี่
2. ปัจจัยที่มีผลเพิ่มระดับยา Theophylline – Allopurinol , Cimetidine , Ciprofloxacin , Macrolides , oral contraceptive , Propanolo

Parameter ที่ใช้ในการติดตามผลการใช้ยา

ผู้ป่วยใน

  • ก่อนเริ่มให้ควรวัดระดับความเข้มข้นของยาในเลือดในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาก่อนหน้านี้และตรวจวัดระดับยาในเลือดที่ 1 , 6 และ 24 ชั่วโมง หลังเริ่มให้ infusion จากนั้นให้ติดตามระดับของยาทุกวันขณะที่ยัง infusion อยู่

ผู้ป่วยนอก

  • ติดตามความเข้มข้นของยาในเลือดทุก 6 เดือน ติดตามในวันที่ 3 – 5 เมื่อทำการปรับขนาดยา ดูอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น

คำแนะนำแก้ผู้ป่วย (Patient Instruction)

1. ห้ามเคี้ยวยาให้กลืนลงไปแล้วดื่มน้ำตาม
2. ควรรับประทานยาก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการดูดซึมยาที่เร็วเกินไป
3. ยานี้อาจทำให้เกิด อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ และทำให้พักผ่อนได้น้อย

source:

http://www.pharmyaring.com/qareply.php?id=147

http://pharm.kku.ac.th/thaiv/depart/clinic/DispensingPharmacy/asthma/broncho.htm